ดูแล”กรองอากาศ” ปอดรถยนต์ที่ไม่ควรมองข้าม

“กรองอากาศ” รถยนต์ อีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญที่เปรียบเหมือนปอดของคนเรา ที่ส่งผลให้การเผาไหม้สมบูรณ์ได้ประสิทธิภาพสูงสุด แต่มักถูกละเลย…

เชื่อว่ามีผู้ใช้รถอีกจำนวนไม่น้อย ที่มักจะมองข้าม “กรองอากาศ (Air filter)” เป็นอุปกรณ์ที่มีผลต่อประสิทธิภาพและอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยตรง ซึ่งเครื่องยนต์ เบนชินหรือดีเซล ต่างก็ต้องอาศัย ออกซิเจนไปใช้ผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อใช้การจุดระเบิด แต่อากาศที่มีอยู่โดยทั่วไปมักจะมีฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกปะปนอยู่ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมี “กรองอากาศ” มาดักฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกไม่ให้เข้าไปในเครื่องยนต์ ซึ่งหากปล่อยสิ่งสกปรกเข้าไปในห้องเผาไหม้ ส่วนหนึ่งจะเป็นเม็ดทรายละเอียดที่มีความแข็ง ไปเกาะอยู่ตามร่องแหวนและผนังกระบอกสูบ เปรียบเสมือนกระดาษทราย ที่จะคอยขัดถูทำให้แหวน-กระบอกสูบสึกหรอเร็วขึ้น จากที่ควรจะเป็นเครื่องยนต์ที่มีอายุการใช้งาน 3-4 แสนกิโลเมตร อาจจะลดลงมาเหลือแค่ 1 แสนกิโลเมตร ก็เป็นได้

ไส้กรองอากาศ สำคัญมากแค่ไหน ?

ไส้กรองอากาศนั้นว่าเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญอย่างหนึ่งในรถยนต์ที่รักของเรา หน้าที่ของไส้กรองอากาศก็เปรียบได้เหมือนกับขนจมูกของมนุษย์ อย่างเราๆ ไส้กรองอากาศ มีหน้าที่ในการ กรองฝุ่นละอองจากอากาศ เพื่อจะนำเอาอากาศบริสุทธิ์ ไปใช้ผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ที่เราเรียกกันว่า”ไอดี”) สำหรับการจุดระเบิดของเครื่องยนต์

หน้าที่หลักๆของไส้กรองอากาศ คือ กรองฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ปะปนมากับอากาศไม่ให้ไหลเข้าไปในเครื่องยนต์ ถ้าไม่มีกรองเพื่อจำกัดสิ่งที่ไม่ดีต่อเครื่องยนต์เราเหล่านี้ จะทำให้เครื่องยนต์สึกหรอและเสียหาย  ไส้กรองอากาศยังป้องกันไม่ให้เกิดประกายไฟย้อยกลับ ถ้าไม่ใส่ใส้กรองอากาศ มีโอกาสทำให้เกิดไฟไหม้ในห้องเครื่องยนต์สูงมาก และลดเสียงดังของอากาศที่ถูกดูดเข้าไปในเครื่องยนต์
ไส้กรองอากาศที่ใช้กับรถยนต์ ในปัจจุบันส่วนมากเป็นแบบกระดาษแห้ง สามารถเป่าทำความสะอาดได้ มีบางชนิดที่เป็นแบบกระดาษเคลือบน้ำมันแบบนี้เป่าไม่ได้ จะต้องเปลี่ยนอย่างเดียว

การตรวจไส้กรองอากาศ ต้องมีการตรวจเช็คตามระยะเวลา เพื่อให้มันมีประสิทธิภาพดีที่สุด ไส้กรองอากาศที่อุดตัน หรือมีฝุ่นผงติดอยู่มาก สิ่งเหล่านี้จะไปอุด ปิดกัน ปริมาณอากาศที่ไหลเข้าเครื่องยนต์ อากาศที่เข้าเครื่องยนต์ได้น้อยลง จะทำให้ส่วนผสมหนาเกินไป เร่งเครื่องยนต์ไม่ค่อยขึ้น รอบขึ้นช้า ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้มลพิษของไอเสียเพิ่มขึ้น ไอเสียมีควันสีดำ และถ้ามีฝุ่นผงเข้าไปในเครื่องยนต์ จะทำให้เครื่องยนต์สึกหรอได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นควรทำความสะอาดไส้กรองอากาศเป็นประจำ
แต่เมื่อใช้งานไปนาน ๆ “กรองอากาศ” อาจทำให้เกิดอาการอุดตัน ส่งผลให้อากาศผ่านเข้าไปได้น้อยลงการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ โดยทั่วไปควรตรวจเช็คทำความสะอาดทุกๆ 2-5พันกิโลเมตร ขึ้นอยู่กับการใช้งาน และเปลี่ยนไส้กรองอากาศทุก 2 หมื่นกิโลเมตร หรือเร็วกว่านั้น หากขับขี่รถในบริเวณที่มีฝุ่นมากเป็นประจำ 

เครื่องยนต์จำเป็นต้องอาศัยอากาศในการจุดระเบิด เพื่อให้ได้กำลังออกมาใช้งาน แต่เครื่องยนต์ไม่สามารถรับอากาศจากภายนอกโดยตรงได้ เพราะฝุ่นละอองที่ปะปนอยู่ในอากาศ อาจทำให้เครื่องยนต์เสียหาย หรือลดประสิทธิภาพลง ดังนั้นรถทุกคันจึงต้องมีไส้กรองอากาศ เพื่อกรองสิ่งสกปรก ขนาดของฝุ่นละอองในอากาศนั้นมีตั้งแต่ 0.001-1 ไมครอน (ฝุ่นละอองที่มองเห็นด้วยตาเปล่าได้ มีขนาดประมาณ 10 ไมครอน) ดังนั้นไส้กรองอากาศที่สามารถดักจับฝุ่นละอองได้ ต้องมีประสิทธิภาพดีจริง การดูแล และตรวจเชคไส้กรองอากาศให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน จึงนับเป็นสิ่งสำคัญ ที่เราผู้ใช้รถจะต้องดูแล

ประเภทของ “กรองอากาศ”

ไส้กรองอากาศ มี 3 ประเภท

1. ไส้กรองอากาศชนิดแห้ง ทำจากเส้นใยสังเคราะห์ เส้นใยพืช และขนสัตว์ ส่วนใหญ่ใช้งานแล้วทิ้ง แต่ยังสามารถนำออกมาทำความสะอาดโดยการเป่าได้ ไส้กรองอากาศที่ติดมากับรถจากโรงงาน นิยมใช้ไส้กรองอากาศแบบนี้ เนื่องจากมีราคาถูก

2. ไส้กรองอากาศชนิดเปียก หรือไส้กรองอากาศแบบน้ำมัน ใช้น้ำมันเป็นตัวดักจับฝุ่นละออง ใช้กันในรถรุ่นเก่า มีลักษณะเหมือนกับไส้กรองชนิดแห้ง แต่ในแผ่นไส้กรอง จะมีน้ำมันหล่อไว้ภายใน อากาศจะไหลผ่านไปในหม้อกรองลงสู่ด้านล่างที่มีน้ำมันขังอยู่ เศษฝุ่นละอองที่หนักกว่าจะวิ่งไปสู่น้ำมัน และถูกจับเอาไว้ ไส้กรองอากาศชนิดนี้ มักไม่นิยมทำความสะอาด พอฝุ่นจับมากแล้วทิ้งเลย

3. ไส้กรองอากาศชนิดเคลือบด้วยสารที่มีความหนืด เช่น พ่นด้วยน้ำมันให้แผ่นกรองอากาศเกิดความเหนียว เพื่อเพิ่มความสามารถในการดักจับฝุ่น จุดประสงค์เพื่อให้อากาศไหลผ่านได้มากกว่าไส้กรองปกติ มักใช้กับรถที่โมดิฟายด์เครื่องยนต์ สามารถใช้งานได้หลายครั้ง ด้วยการล้างทำความสะอาดแล้วเคลือบน้ำยาใหม่

ต้องตรวจเช็คตอนไหน ?

อายุการใช้งานของไส้กรองอากาศจะสั้นหรือยาวขึ้นอยู่กับการใช้งาน และสภาพแวดล้อมเป็นหลัก ระยะการตรวจเชคที่ง่ายที่สุด คือ การวัดจากระยะทางที่รถวิ่งเป็นหน่วยกิโลเมตร โดยทั่วไปบริษัทรถยนต์ใช้วิธีนี้ในการตรวจ โดยกำหนดการเปลี่ยนไส้กรองอากาศไว้ทุกๆ 20,000-40,000 กม.

ระหว่างช่วงการใช้งานที่ยังไม่ถึงเวลาเปลี่ยน เราสามารถยืดอายุการใช้งานของไส้กรองอากาศ โดยการกำจัดฝุ่นละอองที่ไส้กรองอากาศกักไว้ ให้สามารถดักจับฝุ่นใหม่ได้ ด้วยวิธี “เป่า” ทุกๆ ประมาณ 5,000 กม. หรือถ้าเป็นไปได้ ทุกเดือนยิ่งดี โดยจะต้องเป่าจากภายในออกสู่ภายนอกเท่านั้น ถ้าเป่าย้อนทาง ลมที่เป่าจะดันให้ฝุ่นละอองฝังตัวลึกแน่นเข้าไปอีก การเป่ากรอง ทำให้อากาศสามารถผ่านกรองได้สะดวกขึ้น ช่วยประหยัดน้ำมัน แน่นอนว่าประสิทธิภาพการกรองอากาศอาจลดลงไปบ้าง แต่ก็ไม่ต้องเปลี่ยนใหม่เร็ว

วิธีการวัดประสิทธิภาพไส้กรองอากาศ

มีวิธีทดสอบต่างกันไปตามมาตรฐานของสถาบันต่างๆ เช่น ASHARE, AFI และ NBS โดยวิธีทดสอบที่นิยมใช้ก็มี

1. วิธีชั่งน้ำหนัก (WEIGHT TEST) ใช้ฝุ่นสังเคราะห์เป็นตัวทดสอบผ่านไส้กรองอากาศ แล้วนำไปชั่งน้ำหนัก มักใช้ทดสอบกับไส้กรองอากาศที่มีประสิทธิภาพต่ำ (ไส้กรองอากาศรถยนต์ใช้วิธีทดสอบแบบนี้)

2. วิธี DUST SPOT EFFICIENCY ทดสอบโดยนำฝุ่นบรรยากาศมาผ่านไส้กรองเพื่อกรอง แล้วนำมาหาค่าอัตราการส่องสว่างของแสง วิธีนี้จะใช้กับไส้กรองอากาศประสิทธิภาพสูง

3. วิธี DOP PENETRATION โดยใช้กลุ่มควัน ของ DOP (DIOCTYL PHTHALATE) แล้ววัดหาความเข้มข้นของละออง DOP ใช้ทดสอบไส้กรองอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงมาก

วิธีสังเกตกรองอากาศตัน

สามารถสังเกตอาการของรถยนต์ได้ ดังนี้ เครื่องยนต์สั่น-กำลังตก -สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าปกติ-ไอเสียมีสีดำ

วิธีทำความสะอาด “กรองอากาศ” ด้วยตัวเอง

ใช้การเป่าเอาสิ่งสกปรกออกจาก กรองอากาศ โดยให้เป่าลมจากด้านตรงกันข้ามกับที่ฝุ่นเกาะอยู่ จนหมด ถ้าเป็นกรองสแตนเลส สามารถล้างด้วยน้ำยาล้างจานหรือผงซักฟอก ก่อนใช้ลมเป่าหรือตากให้แห้ง ถ้าเป็นกรองเปียกให้ทำล้างด้วยน้ำมันเบนซิน แล้วบีบให้แห้ง (ห้ามบิดเนื่องจากอาจทำให้ฉีกขาดเสียหายได้) แล้วชโลมด้วยน้ำมันเครื่องใหม่

ขั้นตอนในการเป่าเอาสิ่งสกปรกออกจากไส้กรองอากาศ ขอเน้นว่าควรจะเป่าลมจากด้านในสู่ด้านนอกในกรณีที่เป็นวงกลม  ถ้าไส้กรองอากาศแบบแผ่นให้เป่าจากด้านตรงข้ามกับที่ฝุ่นสกปรกเกาะอยู่  แล้วขยับหัวเป่าลมตามทิศทางของการพับจีบในไส้กรอง  เพื่อให้มันทั่วถึงที่สุด ไม่ว่าจะมีกี่แถบกี่พับก็จะต้องไล่เป่าให้หมด ที่สำคัญอีกอย่างคือ ลมที่ใช้ไม่ควรแรงเกินไป  ตรงนี้ต้องระวังเรื่องฝุ่นด้วย โดยพยายามให้ฝุ่นนั้นพุ่งออกนอกตัวให้มากที่สุด และถ้าหาอะไรมาปิดจมูกได้ก็จะดีมากๆ   ถ้าเป็นไส้กรองเปียกให้ทำล้างในน้ำมันเบนซิน ใช้มือทั้ง 2 ข้างบีบ(ห้ามบิดเด็ดขาด) แล้วชโรมด้วยน้ำมันเครื่องที่สะอาด  ถ้าเป็น ไส้กรองสแตนเลส สามารถล้างน้ำยาล้างจานหรือผงซักฟอกแล้วใช้ลมเป่าให้แห้งได้เลยบางยี่ห้อจะมีน้ำยาแถมมาให้เคลือบตัวไส้กรองอีกด้วย   จริงอยู่ที่ว่าเราไม่สามารถขจัดเอาสิ่งสกปรกออกได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยๆ มันก็จะช่วยให้การเดินทางของอากาศนั้นไหลลื่นขึ้นอีกนิดนึงซึ่งก็จะช่วยให้ไม่ต้องถมน้ำมันมากเกินจำเป็น ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่องประหยัดแล้ว ยังทำให้อัตราเร่งไม่ตกอีกด้วย

หลังจากที่เป่าไส้กรอง หรือ ทำความสะอาดเสร็จแล้ว ให้ตรวจสอบว่าไส้กรองอากาศยังคงใช้งาน ได้หรือไม่ ทำได้โดยใช้ไฟ (ไฟฉาย, ไฟโคม) ส่องไส้กรองอากาศจากภายใน ถ้ามองเห็นแสงไฟและกระดาษไม่ฉีกขาด ถือว่าใช้งานได้ปกติ  ถ้ามองไม่เห็นแสง แสดงว่าฝุ่นเข้าไปอุดเยอะ ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว ให้ทำการเปลี่ยนใหม่  ถ้ากระดาษ หรือ วัสดุที่ใช้ทำใส้กรองอากาศชำรุด เสียหาย ให้ทำการเปลี่ยนใหม่

วิธีตรวจสอบ “กรองอากาศ” หลังทำความสะอาด

ใช้ โคมไฟ หรือ ไฟฉาย ส่องกรองอากาศจากด้านตรงข้ามกับที่ฝุ่นเกาะอยู่ ถ้ามองเห็นแสงไฟและไม่มีรอยฉีกขาด ยังถือว่าใช้งานได้ แต่ถ้ามองไม่เห็นแสงไฟ แสดงว่าฝุ่นเข้าไปสะสมจนเต็ม แม้จะมีการเป่าลมก็ไม่สามารถช่วยได้ จำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่

ขั้นตอนในถอดไส้กรองอากาศ เริ่มจากการปลดคลิปล็อคทั้งหมด ยกฝาครอบด้วยความระวังและดึงไส้กรองอากาศออก ควรระวังสายไปเซ็นเซอร์ต่างๆด้วย  ตรวจดูผิวด้านล่างของไส้กรอง (ด้านที่รับฝุ่น) ถ้าพบว่าสกปรกมาก ควรเปลี่ยนใหม่ ก่อนใส่ไส้กรอง ต้องทำความสะอาดบริเวณตัวเรือนทั้งด้านในและด้านนอก โดยใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำ แล้วเช็ด ห้าม!! ใช้ลมเป่าเด็ดขาดเพราะจะทำให้ผงฝุ่นอาจหลุดเข้าไปในเครื่องยนต์ได้

แค่ที่กล่าวมาเครื่องยนต์ของคุณก็สามารถหายใจได้คล่องขึ้น ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพ แถมยังช่วยลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้อีกด้วย สำหรับการดูแลทำความสะอาดไส้กรองอากาศควรจะทำอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งถ้าเราใช้งานในสภาพฝุ่นเยอะก็ควรจะดูแลมากขึ้นเป็นพิเศษอีก

……………………..
ขอบคุณข้อมูลจาก : บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด : www.mmsboschcarservice.com

ขอบคุณบทความจาก : www.auto-thailand.com